ประโยคคำถามภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย WH (WH Question Words)

เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ประโยคคำถามภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย WH, WH Question Words

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย WH (WH Question Words)

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย "W" "H", WH Question Words

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย WH (WH Question Words)

Continue Reading →

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวัด (Buddhism Vocabulary) ถวายสังฆทาน (Offering)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวัด ถวายสังฆทานbuddhism vocabulary offering

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวัด (Buddhism Vocabulary)
เครื่องถวายสังฆทาน (Offering)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวัด buddhism vocabulary offering

เครื่องถวายสังฆทาน (offering)

1. incense ธูป
2. candle เทียน
3. match ไม้ขีด
4. toothpaste ยาสีฟัน
5. toothbrush แปรงสีฟัน
6. soap สบู่
7. shampoo ยาสระผม
8. razor มีดโกน
9. medicine ยา
10. scrub sponge ฟองน้ำสำหรับขัด
11. dish washing liquid น้ำยาล้างจาน
12. note book สมุด
13. pen ปากกา
14. toilet paper กระดาษชำระ
15. water น้ำเปล่า
16. washing powder ผงซักฟอก
17. towel ผ้าเช็ดตัว
18. bucket ถังน้ำ
19. flashlight ไฟฉาย
20. umbrella ร่ม
21. flip flops รองเท้าแตะ
Candlelight procession เวียนเทียน
(N.) Offering สังฆทาน (V.) give the offering dedicated to the monks ถวายสังฆทาน
ที่มา www.facebook.com/Ajarnchris/photos/a.173419539375594.48705.133693970014818/1237446649639539/?type=3&theater

ระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ : English Pronunciation

สื่อการสอนระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ : English Pronunciation มหาวิทยาลัยแห่งชาติไทเป  (National Taipei University)

ระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ English Pronunciation

ระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ English Pronunciation 3

ดาวน์โหลดทั้งหมด >> ระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ English Pronunciation
Source : http://web.ntpu.edu.tw/~language/sound/text.pdf

วาทกรรมโลกศิลปะโลกาภิวัตรร่วมสมัย Art Worlds

วาทกรรมโลกศิลปะโลกาภิวัตรร่วมสมัย
อุทิศ อติมานะ
 
มีโอกาสได้อ่านหนังสือประกอบนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย จัดโดย ZKM ประเทศเยอรมัน มีชื่อนิทรรศการครั้งนี้ว่า “โลกาภิวัตรร่วมสมัยกับการเกิดขึ้นของโลกศิลปะแบบใหม่” (The Global Contemporary and the Rise of New Art Worlds) กระตุ้นความสนใจหลายๆ ประเด็น เมื่อพิจารณาภาพรวมวัตถุประสงค์ของสิ่งพิมพ์นี้ มุ่งนำเสนอภาพแทนของโลกศิลปะปัจจุบันที่ปรับตัวสู่ความเป็นวัฒนธรรมโลกาภิวัตร ที่เกิดจากความร่วมมือของประเทศต่างๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าที่ผ่านมา
 
อาจกล่าวได้ว่า จากโลกศิลปะ (Art World) ซึ่งอดีตสะท้อนเพียงบริบทวัฒนธรรมยุโรปและอเมริกาเป็นตัวละครนำหลัก สู่โลกาภิวัตรปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนมาสู่โลกศิลปะ (Art World ที่เติม s) ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น
 
ในบทท้ายๆ หนังสือได้นำเสนอประเด็นวิชาการของโลกศิลปะและศิลปินร่วมสมัยในบริบทโลกาภิวัตร โดย หยิบยกกรณีศึกษาการปรับตัวของโลกศิลปะช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่มีความเป็นโลกาภิวัตรมากยิ่งขึ้น ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ผ่านปฏิบัติการทางศิลปะของศิลปินร่วมสมัยจากนานาชาติ (มากยิ่งขึ้น) โดยจัดหมวดหมู่ตามประเด็นวิชาการสังคมศาสตร์ร่วมสมัย เป็น 8 มุมมอง ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างโลกของแนวคิดเชิงทฤษฎีทางสังคม และโลกของภาคปฏิบัติทางสุนทรีย์ เช่น การเกิดขึ้นของนวัตกรรมการเดินทาง ขนส่งทางอากาศ ได้สร้างประสบการณ์การรับรู้รูปแบบใหม่ในบริบทโลกาภิวัตรอย่างไร หรืออิทธิพลของสื่อสารมวลชนปัจจุบัน ที่สร้างปัจจัยการผสมผสานวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ๆ หรือแนวคิดหลังอาณานิคม (Post-colonial) ที่สร้างประเด็นด้านอัตลักษณ์ (Identity) ของผู้คนร่วมสมัยแบบใหม่ๆ หรือประเด็นเกี่ยวข้องกับช่องว่างการให้ความหมายภาพแทนต่างๆ (Representation) ระหว่างภาพแทนในโลกศิลปะร่วมสมัยกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นในโลก หรืออิทธิพลของวัฒนธรรมสื่อใหม่ (Cyber Culture) ที่สร้างวิถีชีวิตโลกาภิวัตรรูปแบบใหม่ๆ หรือประเด็นบริโภคนิยม (Consumption) ในบริบทโลกศิลปะปัจจุบัน เป็นต้น
ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงการศึกษาขั้นสูงมาตลอด สังเกตเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงบางประการในระดับ “นิยาม” หรือ “หลักการ” พื้นฐานของศาสตร์ศิลปะปัจจุบัน ที่ต่อสู้เชิงความหมายกันมากว่า 500 ปี ระหว่างศาสตร์ศิลปะแบบดั้งเดิมในฐาน “งานช่าง” ที่สืบทอดศิลปะเชิงประเพณีในแต่ละวัฒนธรรมมากว่าหมื่นปี เป็นศาสตร์ศิลปะในฐานเครื่องมือของชนชั้นปกครอง ซึ่งถูกวาทกรรมความสมัยใหม่ในบริบทศิลปะสมัยใหม่ โต้แย้งมากว่า 5 ศตวรรษ จนกลายเป็นหลักการพื้นฐานกระแสหลักของวัฒนธรรมโลกาภิวัตรร่วมสมัยไปทั่วโลก
 
กล่าวได้ว่า ศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยมุ่ง “แนวคิดเชิงวิพากษ์” เหตุผล ความรู้ จริยธรรม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการทำหน้าที่สะท้อนบริบทความเป็นมนุษย์ของแต่ละยุคสมัย แต่ละทศวรรษ และมุ่งสะท้อน “เสียงของปัจเจกชน” ผ่านการแสดงออกเชิงสุนทรีย์ เพื่อตั้งคำถามใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สาธารณะ ขับเคลื่อนภายใต้บรรยากาศแห่งอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย
 
ย้อนหลังพัฒนาการเชิงวาทกรรมของโลกศิลปะ สัญญาณแรกของวาทกรรมความสมัยใหม่ในบริบทศาสตร์ศิลปะ น่าจะก่อรูปร่างราว 500 ปีที่ผ่านมาในยุคเรอเนซอง ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ประเทศอิตาลีคือศูนย์กลางวัฒนธรรมตะวันตก นิยามของศาสตร์ศิลปะ เริ่มถูกท้าทายและถูกนำเสนอในฐานะ “ความรู้” และเหตุผล ประเภทหนึ่ง ที่สำคัญต่อความเป็นอารยธรรมสมัยใหม่ เริ่มก่อตัวของแนวคิดมนุษยนิยม และปัจเจกนิยม เกิดแนวคิดเรื่องโน้ตดนตรี ซึ่งถูกพัฒนาบนหลักการคณิตศาสตร์ ที่เล่นตามจังหวะเป็นห้องๆ มีบันไดเสียง สามารถบันทึกจังหวะและองค์ประกอบของดนตรีได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้น ศิลปินเรอเนซองส่วนใหญ่นอกจากสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ยังค้นคว้าโลกของความรู้และเหตุผลคู่ขนาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Leonardo da Vinci เขาเชื่อว่า ศิลปะคือศาสตร์ที่ส่งเสริมความรู้เชิงเหตุผล ศิลปะกับความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ศิลปะไม่เพียงเกิดจากแรงบันดาลใจส่วนตัว ศิลปะคือศาสตร์ที่มีหลักการเฉพาะ ฯลฯ เหล่านั้นส่งผลให้ดาวินชี่ มีความสามารถที่หลากหลาย ทั้งวิศวกร นักธรรมชาตินิยม และศิลปะ เป็นต้น
 
ศิลปินรุ่นน้องร่วมยุคกับดาวินชี่ที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ Michelangelo เขาเชื่อว่าศิลปะถูกกำกับด้วยความรู้เฉพาะ ศิลปินศิลปะต้องมีความรู้เฉพาะ การแกะสลักประติมากรรมที่งดงามไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญ แต่มันมีหลักการ ความรู้ และเหตุผลเฉพาะทาง ถูกวางแผนมาอย่างดีภายใต้หลักการเฉพาะ เช่น ต้องมีความรู้องค์ประกอบศิลป์ หรือกายวิภาคมนุษย์ หรือความรู้ด้านทัศนียภาพ และคณิตศาสตร์ เป็นต้น ศิลปะเป็นนวัตกรรมโดยมนุษย์ หลักการด้านความงามเกี่ยวข้องกับความเป็นระบบระเบียบ (Order) ความกลมกลืน (Harmony) และสัดส่วนที่เหมาะสม (Proportion) เลียนแบบกฎที่ศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ จึงกล่าวได้ว่า ยุคเรอเนซองคือการก่อตัวของยุคแห่งความรู้ เหตุผล ความสมัยใหม่ในวัฒนธรรมยุโรป ที่จะส่งต่อสู่ยุคเหตุผลนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่อมา
 
จุดเปลี่ยนสำคัญของศาสตร์ศิลปะต่อมา คงต้องอ้างถึง Alexander Baumgarten (1714-1762) ผู้ทำให้สุนทรียศาสตร์ยุคใหม่มีความเป็นปึกแผ่นเชิงวิชาการ โดยเฉพาะหนังสือที่เขาเขียนชื่อ Aesthetica (1750-1758) เขาตอกย้ำความสำคัญของศิลปะในฐานความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัส (ประสบการณ์เชิงสุนทรีย์) สุนทรียศาสตร์คือศาสตร์ของการรับรู้เชิงประสาทสัมผัส (a science of sensitive knowing) ไม่ใช่เป็นเพียงการเสริมความรู้เชิงตรรกวิทยา แต่มันมีคุณค่าและหลักการที่มีแบบฉบับเฉพาะที่เป็นเอกเทศ (autonomy) ของตัวมันเอง มีศักดิ์ศรีในฐานะศาสตร์สมัยใหม่ศาสตร์หนึ่ง เขาเชื่อว่า ความรู้เชิงสุนทรียศาสตร์ (aesthetic knowledge) คือกระบวนการทำให้อารมณ์ของมนุษย์ที่คลุมเครือ ถูกทำให้กลายเป็นโครงสร้างที่รับรู้ได้ในฐานะ “สื่อ”หรือ “ศิลปะ” ที่สามารถรับรู้เชิงประสบการณ์ ผ่านวัฒนธรรมทางสายตา (clear perceptual image) ได้อย่างชัดเจน มันเป็นสิ่งประดิษฐ์เชิงนวัตกรรมโดยมนุษย์ ที่มีลักษณะพิเศษ หล่อรวมทั้งเหตุผลและอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้
 
ต่อมา Friedrich Nietzsche (1844-1900) ได้ช่วยเติมเต็มความหมายของศาสตร์ศิลปะ เขาตั้งคำถาม ศาสตร์ศิลปะสามารถทำอะไรให้ชีวิตได้ เขาเชื่อว่า ศิลปะที่ดีคือการส่งเสริมความหมายของชีวิต เพราะชีวิตคือปัญหา ความน่ากลัว ความสยองขวัญ และความไร้สาระ ศิลปะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตออกจากบริบทปัญหาดังกล่าว สิ่งท้าทายของชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ศิลปะมีประโยชน์ในฐานะปกป้องเราจากความกลัว สู่การมองโลกในเชิงบวก (Optimistic) มากยิ่งขึ้น ศิลปะคือกระบวนการทำให้ชีวิตที่ไร้สาระ ว่างเปล่า กลายเป็นชีวิตเชิงสุนทรีย์ (Aestheticization of Life) ดูเหมือนว่า นิยามศิลปะในความหมายของ Nietzsche ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แต่เชื่อมโยงความหมายของศิลปะกับการใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ ชีวิตแต่ละคนคือสิ่งสร้างสรรค์โดยเราเอง
 
ประเด็นศีลธรรมกับศิลปะ ถูกนำเสนอต่อมาโดย Leo Tolstoy (1828-1910) เขาตอกย้ำประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับศีลธรรมในสังคมต้องเชื่อมโยงกัน เขาเชื่อว่า การตัดสินคุณค่าทางศิลปะเป็นเช่นเดียวกับการตัดสินคุณค่าเชิงศีลธรรม ศิลปะที่ดีควรส่งเสริมอุดมการณ์ของสังคมเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่การรับใช้กลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ เขาคาดหวังกิจกรรมศิลปะไม่เพียงเน้นความบันเทิงประโลมโลก เพื่อให้เราลืมโลกแห่งความจริงชั่วคราว หรือส่งเสริมกิจกรรมบันเทิงตอบสนองชนชั้นปกครองเท่านั้น ศิลปิน ศิลปะ ควรทำหน้าที่ส่งเสริมชีวิตเชิงศีลธรรม และการวิจารณ์ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์สาธารณะของคนส่วนใหญ่ เขาไม่เห็นด้วยที่ศิลปะมาจากแรงบันดาลใจส่วนตัวของศิลปินเท่านั้น โดยปราศจากความเชื่อมโยงกับมิติทางวิชาการร่วมสมัยเลย ศิลปะไม่เพียงเป็นสิ่งสร้างสรรค์ที่เน้นความสวยงามทางกายภาพ แต่เป็นศิลปะที่เนื้อหาส่งเสริมชีวิตเชิงศีลธรรมของสังคม
 
Martin Heidegger (1889-1975) ถือเป็นนักคิดอีกท่านที่ช่วยวางหลักการพื้นฐานของศาสตร์ศิลปะในปัจจุบัน เขานำเสนอแนวคิดที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ประเด็นแรกคือการแยกระหว่าง งานช่าง และผลงานศิลปะออกจากกัน และประเด็นที่ 2 “ศิลปะในฐานะภาพแทนยุคสมัย” เขาเชื่อว่า ศิลปะช่วยสร้างสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม สำนึกเหล่านั้น สามารถสร้างได้ผ่านศิลปะ เขาย้ำจุดยืนของศาสตร์ศิลปะหรือสุนทรียศาสตร์ ไม่ใช่งานเชิงช่างฝีมือ แต่เป็นแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์
 
เขาเชื่อว่า ศิลปะที่เน้นแนวคิดเกิดครั้งแรกในยุคศิลปะกรีกเมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา เป็นศิลปะแห่งแนวคิดเชิงปรัชญาและทักษะเชิงช่างผสมผสานกัน หัวใจของศิลปะกรีกเน้นแนวคิดเชิงปรัชญามากกว่าเพียงการสืบทอดขนบด้านทักษะฝีมือ ทำตามๆ กัน เขาเห็นว่า ถ้าศิลปะปราศจากแนวคิดเชิงปรัชญา ศิลปะจะถึงจุดจบ ประวัติศาสตร์จะไม่เกิดศิลปะร่วมสมัยเช่นปัจจุบัน นอกจากนั้น เขายังเชื่อว่า ศาสตร์ศิลปะน่าจะเป็นทางออกหรือทางเลือกใหม่ เป็นกระบวนการทางปัญญารูปแบบใหม่ของอารยธรรมสมัยใหม่
 
สำหรับประเด็นการนิยามในความเห็นต่างระหว่าง หัตถกรรม (งานช่าง) และผลงานศิลปะ เขากล่าวว่า ศิลปะอ้างถึงการสร้างสื่อที่เชื่อมโยงถึงความหมาย หรือแนวคิดเชิงปรัชญา ส่วนหัตถกรรมเน้นเพียงเทคนิค ดังนั้นหัตถกรรมจึงไม่ใช่ศิลปะ เพราะหัตถกรรมเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอยเชิงกายภาพ แต่ศิลปะมีเป้าหมายของตัวมันเองในฐานะศาสตร์ศิลปะ เพื่อชี้นำความหมายของชีวิตและสังคมในมุมมองใหม่ ที่สัมพันธ์กับบริบทของยุคสมัย เขาเชื่อว่า ศิลปินต้องไม่ติดกับเทคนิคหรือฝีมือเชิงช่าง แต่มุ่งทำหน้าที่สร้างพัฒนาการเชิงแนวคิดใหม่ๆ แสวงหาคำถามใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ การใช้เครื่องมือหรือเทคนิค เป็นเพียงรูปแบบการแสดงออก เป็นทางผ่านของแนวคิดเท่านั้น
 
เขาตอกย้ำว่า มนุษย์และศิลปินล้วนถูกผลิตในเวลาและบริบทเชิงประวัติศาสตร์ (Being and Time) ความเป็นมนุษย์ (Being) ต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของเวลาในแต่ละยุคสมัย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มติดยึดกับอดีต โดยเฉพาะสำนึกอนุรักษ์นิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ เราต้องตระหนักว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตลอดเวลา ศิลปะ ทำหน้าที่สะท้อนการปรับตัวของมนุษย์ตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ให้กลายเป็นสื่อเชิงรูปธรรมที่สังคมสามารถเรียนรู้ได้
 
นักคิดสำคัญต่อมา Theodor Adorno (1903-1969) ได้ช่วยเติมเต็มบทบาทของศิลปินในฐานะนักสังคมศาสตร์ที่ควรมีความรอบรู้ในปัญหาสังคมเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง เขาเชื่อว่า มนุษย์ถูกผลิตจากบริบทปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของแต่ละยุคสมัย เขาเห็นว่า จะเข้าใจศิลปะต้องจับคู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยประกอบกันเสมอ ศิลปะทำหน้าที่สะท้อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงคุณค่าเชิงสังคม วงการศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยรวม ไม่มีพื้นที่พิเศษ พื้นที่เฉพาะ พื้นที่ที่เป็นเอกเทศ หรืออภิสิทธิ์ใดๆ เพื่อวงการศิลปะ
 
นอกจากนั้นประเด็นเสรีภาพ เขาเชื่อว่าเป็นคุณค่าหลักที่สำคัญในสังคมเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งศาสตร์ศิลปะคือการแสดงความมีเสรีภาพในเชิงสัญลักษณ์ หรือเชิงจินตนาการ ผ่านกิจกรรมที่เน้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสวงหามุมมองใหม่ๆ ต่อชีวิตและสังคม โลกศิลปะ คือโลกแห่งการวิจารณ์เชิงปัญญา ศิลปะควรช่วยส่งเสริมความเข้าใจชีวิตเชิงสังคม เฉกเช่นจุดยืนของสังคมศาสตร์ นอกจากนั้น เขายังเชื่อว่า ศิลปะทำหน้าที่ได้ดีกว่าสังคมศาสตร์ในบางประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ที่ดึงดูดความน่าสนใจต่อมวลชน นอกจากนั้น เขายังเชื่อว่า ศิลปินและผลงานศิลปะของพวกเขา สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ถ้าศิลปินมีทักษะการวิเคราะห์และเข้าใจสังคมในระดับปัญหาเชิงโครงสร้าง เฉกเช่นนักสังคมศาสตร์
 
นักคิดร่วมสมัยที่สำคัญท่านสุดท้ายที่ยกมาในที่นี้คือ Jacques Ranciere เขาเชื่อว่า ศิลปินคือนักวัฒนธรรมที่ควรส่งเสริมอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ศิลปะเกี่ยวข้องกับการนำเสนอคำถามที่ท้าทาย แสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เชิงสร้างสรรค์ ศิลปินควรแสวงหาความเห็นต่าง (dissensue) เชิงวิชาการใหม่ มุ่งขยายศักยภาพของศาสตร์ศิลปะ ทำให้ผู้คน หรือแนวคิดชายขอบ (marginalized voice) มีเสียงในพื้นที่สาธารณะ ปฏิบัติการของศิลปินคือการขยายความ “ตัวตน” ของมนุษย์ให้กลายเป็นรูปธรรม หรือสื่อที่จับต้องเรียนรู้ได้ นำเสนอวัตถุทางสุนทรีย์และรูปแบบเชิงสุนทรีย์ในฐานะคำถามใหม่ๆ ที่ท้าทาย น่าสนใจ และสำคัญของยุคสมัย ศิลปะคือสิ่งประดิษฐ์เชิงนวัตกรรมที่สามารถสะท้อนความรู้สึกของมนุษย์ (sensible world) ขยายขอบเขตนิยามความรู้ใหม่ๆ สร้างมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างเชิงสร้างสรรค์ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดฝัน และไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า นำไปสู่การปรับตัวของสังคมโลกเชิงความรู้สึกของมนุษย์
 
นอกจากนั้น เขายังเสนอว่า ศิลปะคือเทคโนโลยีการขยายความหมายของโลกเชิงผัสสะ เช่น การเห็น การได้ฟัง การสัมผัส ฯลฯ ที่มีต่อโลกรอบตัวเรา ศิลปะคือการสร้างข้อเสนอ (proposals) ที่ทรงอิทธิพล เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนร่วมสมัย เป็นข้อเสนอเพื่อชีวิตและสังคมในมุมมองใหม่ๆ เขาเชื่อว่า ความเห็นต่างคือ ความเสมอภาค (dissensue is equality) ศิลปะคือพื้นที่สาธารณะที่เป็นกลาง (neutralization) เป็นการเล่นอย่างอิสระเชิงสุนทรีย์ (aesthetic free play) เพื่อการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง นิยามความหมาย ความเป็นมนุษยนิยม
 
มาถึงย่อหน้านี้ ผู้เขียนเพียงต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ พัฒนาการของศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยนั้น เกิดจากกระบวนการทางปัญญาของมนุษย์ที่ผ่านมากว่า 5 ศตวรรษ ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ ต่อยอด นิยามความหมายของศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย จนกลายมาเป็นกระแสหลักทางวัฒนธรรมโลกาภิวัตรในปัจจุบัน ซึ่งวางอยู่บนหลักการพื้นฐานของ ความรู้ เหตุผล ศีลธรรม มนุษยนิยม ความเป็นตัวแทนของยุคสมัย แนวคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการส่งเสริมอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย เป็นต้น
 
นอกจากนั้นยังต้องการสะท้อนให้เห็น ความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่าง แนวคิดเชิงทฤษฎี และภาคปฏิบัติการเชิง    สุนทรีย์ ในศาสตร์ศิลปะ ว่ามีการเชื่อมโยง ส่งเสริมและเกื้อกูลกันอย่างไร และต้องการตั้งคำถามถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ฯลฯ ต่อสถาบันการศึกษาขั้นสูงทางศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับวาทกรรมศิลปะสมัยใหม่ หรือศิลปะร่วมสมัย และผลิตบุคลากรด้านศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยมากว่าศตวรรษที่ผ่านมา สถาบันเหล่านั้นได้ช่วยทำหน้าที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้เท่าทัน และมีส่วนร่วมสร้างกระบวนการทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตรอย่างมีคุณภาพมากน้อยอย่างไร และคำถามสุดท้าย สังคมไทยมีความเข้าใจมากน้อย เกี่ยวกับการนิยามความแตกต่างระหว่าง “ช่าง” และ “ศิลปะ” อย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่า ตัวอย่างคำถามเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นคำถามที่ท้าทายต่อไปในสังคมไทย
 
เครดิต ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี
 
source: www.facebook.com/uthit.atimana/posts/10205215452100017

สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ 30 ประโยคใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ 30 ประโยคใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
ตอนที่ 1: 30 ประโยคใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน (พร้อมคำอ่าน) 

1. Please slow down.
พลีซ สโลว ดาวน
ช้าลงหน่อย

2. Do you want some more?
ดู่ ยู้ ว้อนท ซั๊ม ม๊อร
หนูอยากได้เพิ่มอีกไหม

3. Time to go to sleep.
ไทม ทะ โก ทู้ สลีพ
ได้เวลาเข้านอนแล้วจ๊ะ

4. Did you have a nice sleep (last night)?
ดิ๊ด ชู แฮฟ เอ ไน้ซ สลี๊พ (ล๊าสท ไน้ท)
นอนหลับสบายดีไหม (เมื่อคืน)

5. What did you say?
ว๊อท ดิด ยู๊ เซ
หนูพูดว่าอะไรนะจ๊ะ

6. Brush your teeth (properly)!
บลัช ยัวร ทีธ (พล๊อพเพอรลี่)
แปรงฟันของหนู (ให้ถูกต้อง/ถูกวิธี) นะ

7. Let’s play hide and seek.
เล๊สท เพลย ฮายด แอนด ซี๊ค
เรามาเล่นซ่อนหากันเถอะ

8. Are you hurt?
อาร ยู้ เฮิ๊รท
หนูเจ็บไหม

9. Take care of yourself.
เทค แคร ร๊อฟ ยัวรเซลฟ
ดูแลตัวเองนะ

10. Want to (wanna) take a walk together?
ว้อนท ทู (วอนนา) เทค กะ ว้อลค ทะเก้ตเต๊อร
อยากไปเดินเล่นด้วยกันไหม

11. Wait for me!
เหวท ฟ่อร หมี่
รอฉันด้วย

12. I can’t keep up.
ไอ แค้นท คี้พ อั๊พ
ฉันตามไม่ทัน

13. What was that?
วอท วอซ แซท
(เมื่อกี้) มันคืออะไรน่ะ

14. Carry me please.
แคลี่ มี พลี๊ซ (*คำว่าcarry ตอนพูด ต้องห่อลิ้น ถึงจะชัดและถูกต้องนะคะ)
อุ้มหนูหน่อย

15. Drink more (water). / Eat more (food).
ดริ๊งค มอร (ว้อเด้อร) / อี๊ท มอร (ฟูดด)
ดื่ม (น้ำ) อีกสิจ๊ะ / กิน(อาหาร)เพิ่มอีก

16. Make the bed.
เม่ค เธอะ เบ่ด
เก็บ (พับ) เตียงด้วย

17. Would you like anything to eat?
วู๊ด ยู้ ไลค เอ๊หนี่ติ่ง ทะ อิ๊ท
อยากกินอะไรดี

18. I’m OK. / Nothing for me./ No, I’m good.
ไอ่ม โอ้เค่ / น๊อธธิ่ง ฟ่อร หมี่ / โน่ว ไอ่ม กู๊ด
=ฉันโอเค ไม่ต้องการอะไร

19. Tie your shoelaces
ทาย ยัวร ชูเลสเซส
ผูกเชือกรองเท้าของหนูนะ

20. Say that again.
เซ แธ๊ท อเกน
= พูดอีกที

21. Be still / Stay still / Stand still
บี สติล/ สเต สติล/ สแตนด สติล
อยู่นิ่งๆ / ยืนนิ่งๆ

22. Are you hungry / sleepy/ thirsty?
อาร ยู้ ฮั๊งกลี๊ / สลี๊ปปี๊ / เติ้รสตี๊
หนู หิวข้าว/ง่วงนอน/หิวน้ำ ไหมจ๊ะ

23. I don’t like that.
ไอ โด๊นท ไล้ค แธท
ฉันไม่ชอบนั่นเลย

24. Hang on a moment. / Please wait.
แฮ๊งก ออน อะ โม๊เม่นท / พลีซ เหวท
รอแป๊บนะ / กรุณารอ

25. Taste it first. / Try it first.
เทส ติท เฟิร้สท / ทไลาย อิท เฟิร้สท
= ลองชิมมันดูก่อน

26. Don’t throw it on the floor.
โด๊นท ตโร อิท อ่อน เธอะ ฟรอร
อย่าโยนมันทิ้งลงพื้น

27. What did you have for breakfast today?
วอท ดิด ชู แฮ๊ฟ ฟอร เบร๊คฟั๊สท ทะเด
เมื่อเช้านี้หนูกินอะไรจ๊ะ

28. Stay calm.
สเต คอม
ใจเย็นไว้

29. It’s yummy.
อิทส ยั๊มหมี่
มันอร่อย

30. Turn on the ____(lights / AC).
เทิรน ออน เธอะ (ไล้ทส/ เอซี) = เปิดไฟ / แอร์
Turn off the ____.
เทิรน อ๊อฟ เธอะ _____. = ปิด____.

ปล. จริงๆ สิ่งๆ เดียว สามารถมีวิธีพูดที่หลากหลายมากค่ะ ภาษามีเสน่ห์ตรงที่มันดิ้นได้ และไม่จำเป็นต้องจำเจ

ที่มา https://www.facebook.com/mommytanyablog/photos/a.345043062361885.1073741829.336297979903060/474635866069270/?type=3&theater

วิดีโอฝึกสนทนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก English for Kids

วิดีโอฝึกสนทนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก English conversation for Kids

มีทั้งหมด 43 ตอน

ที่มา https://www.youtube.com/playlist?list=PLii5rkhsE0Ld3xCgxG6j5fw7RlG2S5czO

แอปพลิเคชันของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา

แอปพลิเคชันของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา (ราชบัณฑิตยสถานเดิม)
Continue Reading →

เรียนภาษาอังกฤษฟรีที่ช่องยูทูป (YouTube)

เรียนภาษาอังกฤษฟรีที่ช่องยูทูป (YouTube)

1. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Click : ภาษาอังกฤษ [by Mahidol]

Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PLYbHecbpdP2tpUipTbXTrnv3qbl-phbIR

2. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ English Breakfast

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UCGeAC_Cv1xB5ZTsw9PkiKBA
Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PLA6D38545D6D6602C

3. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ English Breakfast – Just Ask

Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PL2414DB1245FE5CAC

4. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ อิงลิช ดีลิเวอรี่ (English Delivery)

Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PL7CpFvIS6ahhtCqdX9hXt1F-fBjcewy2W

5. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ Adam Bradshaw

Playlist รายการ >> www.youtube.com/user/jadambrad/playlists

6. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษติดล้อ (English on wheels)

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UC3ZJUUqe0hnvk7Fecej82cw

7. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Wow English 

Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PLHEh98tE475FcNl_Q1ScIEG8xQbQHpmd-

8. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ครูสมศรี

Playlist รายการ >> www.youtube.com/user/KrusomsriStation

9. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ KruYing Onsutee

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UCv_b5uwQhdFQ7-wl_ORNobA

10. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Talk American

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UCpbB8LHOqFkHU3C22r_BJLQ

11. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ  English by Chris

Playlist รายการ >> www.youtube.com/user/MeAndMyLittlePiano

12. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Genius Gen Asia

Playlist รายการ >> www.youtube.com/user/GeniusGenAsia/playlists

13. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Loukgolf’s English Room

Playlist รายการ >> www.youtube.com/playlist?list=PLltnDy2l71JLveAyTHbn5F37eu6pEhhJD

14. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ ครูเชอรี่ English Bright

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UCNNtdvfZ8Yom0hAKB5GBdYA

15. เรียนภาษาอังกฤษฟรี ที่รายการสอนภาษาอังกฤษ Yooyeeschannel

Playlist รายการ >> www.youtube.com/channel/UC29qlRSPwWvAAX6ClJAPkYg

เรียบเรียง www.learningstudio.info

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดจีน บทสนทนาภาษาจีน 30 บท ตอนที่ 1

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดจีน บทสนทนาภาษาจีน

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดจีน บทสนทนาภาษาจีน 30 บท ตอนที่ 1

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดบทสนทนาภาษาจีน 30 บท ตอนที่ 1

บทที่ 1 อรุณสวัสดิ์

บทที่ 2 คุณสบายดีหรือ?

บทที่ 3 นี่คืออะไร?

บทที่ 4 คุณจะไปไหน?

บทที่ 5 ใครเป็นครู?

บทที่ 6 คุณมีนักเรียนกี่คน? 

บทที่ 7 โรงเรียนใหญ่จริงๆ 

บทที่ 8 ต่างกันไม่มาก

บทที่ 9 แนะนำให้รู้จัก

บทที่ 10 เรียนภาษาจีนมานานเท่าไหร่แล้ว?

บทที่ 11 สัปดาห์ละกี่ครั้ง?

บทที่ 12 ร้องเพลงจีน

บทที่ 13 มะรืนวันที่เท่าไหร่?

บทที่ 14 แล้วแต่คุณจะสะดวก

บทที่ 15 คุณชอบวาดภาพไหม?

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดจีน บทสนทนาภาษาจีน 30 ตอนที่ 2

เรียนภาษาจีนออนไลน์ วิดีโอสอนพูดจีน บทสนทนาภาษาจีน 30 บท ตอนที่ 2

เรียบเรียง learningstudio.info

Marina Abramović: ศิลปิน performance art กับผลงาน The Artist Is Present

Review โดยคุณธันยพร หงษ์ทอง

Marina Abramović: The Artist Is Present
Directors Matthew Akers, Jeff Dupre
Released 2012
Running Time 106 minutes

ฉากหนึ่งในซีรี่ส์ Sex and the City (Season 6) ที่ Carrie Bradshaw พบกับศิลปินรัสเซีย Aleksandr Petrovsky เป็นครั้งแรก เกิดขึ้นในแกลเลอรี่ที่มีศิลปินหญิงคนหนึ่งกำลังจัดแสดง performance art ศิลปินสาวหน้าตาถมึงทึงราวผีดิบแสดงสดด้วยการเข้ามาอาศัยอยู่ในสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กจำนวน 3 ห้อง ในแกลเลอรี่เป็นเวลา 12 วัน ไม่กินอาหาร ดื่มแต่น้ำ และเปิดเปลือยทุกขณะของชีวิตทั้งหมดให้ผู้ชมได้เห็น

ผู้คนในโลกศิลปะต่างรู้ดีว่าศิลปะแสดงสดในฉากนั้นอ้างอิงมาจาก The House with the Ocean View (2002) ของ Marina Abramović แต่อีกหลายคนในสังคมก็คงเหมือน Carrie Bradshaw ที่แอบหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสาว เพราะมองว่าการกระทำของเธอช่างน่าขันไร้สาระ แถมยังตั้งคำถามขึ้นมาว่าสิ่งนี้ ‘เป็นศิลปะตรงไหน?’
“ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา คำถามที่ฉันได้ยินบ่อยที่สุดคือ สิ่งนี้เป็นศิลปะตรงไหน?” Abramović ในวัย 63 กล่าว แน่นอนคำถามนี้เชยไป (นาน) แล้วเรียบร้อยโรงเรียน Conceptual Art และไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ต้องป่วยการควานหาคำตอบอีกต่อไป

แต่อย่างไรเสีย เราต้องยอมรับว่ามันยังคงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี อาจเพราะเหตุนี้ภาพยนตร์สารคดี Marina Abramović: The Artist Is Present จึงนำคำถามที่ว่าขึ้นมาวางไว้ต้นเรื่อง พร้อมเปิดเรื่องด้วยภาพผู้คนตามที่สาธารณะต่างๆ ที่กำลังมองศิลปะของ Abramović (ผ่านสื่อวิดีโอและภาพถ่าย) ที่ส่วนมากข้องเกี่ยวกับความรุนแรงและการเปลือยกายด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่ผู้กำกับ Matthew Akers ก็ไม่ได้ให้คำตอบตรงไปตรงมาว่าศิลปะแสดงสดของ Abramović “เป็นศิลปะตรงไหน?”

แต่กลับเล่าเรื่องที่ก่อให้เกิดคำถามตามมาอย่างทันทีทันใดอีกว่า หากเป็นเช่นนั้น ทำไมเมื่อถึงวันเปิด The Artist Is Present ที่ The Museum of Modern Art (MoMA) – นิทรรศการ retrospective ของ Abramović ที่นอกจากผลงานในอดีตที่ถูกรวบรวมมาแล้ว ศิลปินยังแสดงสดด้วยการมานั่งจ้องตาผู้ชมแต่ละคนเป็นระยะเวลา 3 เดือน – กลับมีผู้คนแห่แหนมาจองคิวยาวเหยียดเพื่อนั่งมองหน้าเธอ?

Marina Abramović: The Artist Is Present เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ติดตามความเคลื่อนไหวนิทรรศการ The Artist Is Present เมื่อปี 2010 แต่อาจเพราะศิลปะแสดงสดที่มีศิลปิน ‘นั่งนิ่งๆ’ ตลอด 750 ชั่วโมง นั้นดูจะเป็นความเคลื่อนไหวที่แทบไม่มีความเคลื่อนไหว และก็ไม่เพียงพอที่จะให้ผู้ชมเข้าใจตัวตน ผลงาน และความคิดของ Abramović ดังนั้นผู้กำกับจึงดึงเอาเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการทำงานตลอด 6 เดือน ก่อนหน้าเข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งย้อนกลับไปเล่าเรื่องผลงานที่ผ่านมาของ Abramović และยังแตะชีวิตส่วนตัวของเธอเล็กน้อย จนกลายเป็นโครงสร้างหลักของหนัง
ส่วนผสมของเนื้อหา 2-3 ส่วนนี้นับว่าลงตัว เพราะแม้หนังจะไม่ได้ลงลึกไปในรายละเอียดของศิลปะแสดงสดแต่ละงานของ Abramović มากนัก แต่การนำเอาภาพผลงานเหล่านั้นมาฉายให้ดูคร่าวๆ ประกอบกับคำบอกเล่าจากผู้คนในแวดวงศิลปะ ก็แสดงให้เห็นได้อย่างดีถึงความกล้า ความจริงใจ หัวก้าวหน้า และเป้าหมายที่ต้องการทดลองศักยภาพของร่างกายและจิตใจของ Abramović ผ่านงานศิลปะของตัวเองออกมา ภาพความเป็น ‘ศิลปิน’ ของ Abramović ส่วนนี้เองเป็นภาพลักษณ์ที่เราต่างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และก็ไม่แปลกที่จะทำให้หลายคนมองเธอเป็นหญิงสาวที่อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างศิลปะและโรงพยาบาลบ้า อย่างที่ Sex and the City เอาไปล้อเลียนไว้

แต่แล้วเมื่อหนังตัดสลับผลงานในอดีตของเธอกับกระบวนการตระเตรียมนิทรรศการครั้งนี้ โดยเผยให้เห็นปฏิสัมพันธ์ที่เธอมีต่อผู้คนรอบข้างในชีวิตจริง ตั้งแต่ การถ่ายภาพโปรโมท พูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนร่วมงาน เวิร์กช็อปกับ 30 ศิลปิน ที่เธอเลือกมาเป็นตัวแทนแสดงผลงานที่ผ่านมา (ในเวิร์กช็อปนี้เรายังได้เห็นความหมายของศิลปะของเธอชัดเจนมากกว่าคำอธิบายไหน) และทำอาหารที่บ้านในชนบทของเธอ ฯลฯ ภาพของศิลปินหญิงที่น่าเกรงขามข้างต้นก็เริ่มหลอมละลายกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา และเมื่อดำเนินเรื่องต่อไป หนังก็ยังแสดงให้เห็นข้อผิดพลาดอันเป็นธรรมดาของมนุษย์ เช่น ตอนที่เธอเสนอไอเดียทำงานร่วมกับนักมายากลแก่ Sean Kelly แต่เมื่อถูกปฏิเสธว่าเป็นไอเดียที่แย่ เธอก็ถามถึงเหตุผลและยอมรับโดยดี

พูดง่ายๆ ก็คือ ในเบื้องหลังกระบวนการทำงานและชีวิตประจำวันของ Abramović เหล่านี้ หนังได้เผยให้ผู้ชมเห็นตัวตนของ ‘Grandmother of performance art’ ที่อยู่นอกเหนือบทบาท performer ได้เห็นอารมณ์ขัน เสน่ห์ จริต มนุษย์สัมพันธ์ ความรู้สึกหลากหลาย หรือในภาพรวมก็คือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่จับต้องได้ของ Abramović ได้เห็นว่าถึงแม้เวลา perform เธอจะดูดุดัน แต่จริงๆ แล้วเธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง (ที่แค่แกร่งเกินหญิงเท่านั้น) ที่สำคัญ เธอเป็นคนตลกและไม่ได้ต้องการภาพลักษณ์ของการเป็น ‘ศิลปิน’ เช่นนั้นตลอดเวลา เหมือนกับตอนหนึ่งที่เธอพูดเกี่ยวกับศิลปะของเธอไว้ว่า “แต่จู่ๆ ผู้คนก็เลิกถามคำถามนี้ไป (ว่ามันเป็นศิลปะตรงไหน?) พวกเขาอาจเข้าใจมันในที่สุด หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นว่าเข้าใจ” และ ตอนที่เธอพูดติดตลก “คุณอายุ 20-30-40 และเป็นศิลปินทางเลือก มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัดโธ่! นี่ฉันอายุ 63 แล้วนะ ฉันไม่อยากเป็นแล้วไอ้ศิลปินทางเลือกน่ะ!”

‘ความเป็นมนุษย์’ และ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ของ Abramović นี้เองที่พาผู้ชมขับเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับหนังได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง ซ้ำตัวตนด้านนี้ของ Abramović ยังเห็นได้เด่นชัดที่สุด เมื่อตอนที่หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับ Uwe Laysiepen หรือ Ulay ศิลปิน performance art ชาวเยอรมันที่อยู่กินและทำงานร่วมกับ Abramović มาตลอด 13 ปี (1976-1989)

หลังจากพบกันในปี 1976 Abramović และ Ulay กลายเป็นคู่หัวตัวติดกัน พวกเขาใช้เวลา 5 ปี อาศัยอยู่ในรถตู้ที่ตระเวนขับไปตามชนบทเพื่อแสดงศิลปะแสดงสด พวกเขายังร่วมแสดงใน performance art หลายชิ้น เช่น Imponderabilia (1977) ที่ทั้งคู่เปลือยกาย ยืนประจันหน้าห่างกันราว 1 ฟุต ในประตูทางเข้าแกลเลอรี่ ทำให้คนที่ต้องการจะเดินเข้าไปต้องแทรกตัวผ่านตรงกลาง, The Other: “Rest Energy” (1980) ที่ทั้งคู่ถือธนูคนละด้าน Abramović ยืนอยู่ด้านที่ลูกศรเล็งตรงเข้าที่ลำตัว ง้างออก และบาลานซ์น้ำหนักทั้งสองด้านอย่างน่าหวาดเสียว และก่อนที่จะสิ้นสุดความสัมพันธ์ ทั้งคู่ยังได้ร่วมงานกันครั้งสุดท้ายใน The Lovers: The Great Wall Walk (1988) โดยทั้ง Ulay และ Abramović เริ่มต้นเดินเท้าจากสุดฝั่งกำแพงเมืองจีนทั้งสองด้าน ใช้เวลาเดินทั้งหมด 90 วัน และเมื่อพบกันที่จุดกึ่งกลางก็ตัดสินใจโบกมือลา และเดินทางต่อไปตามเส้นทางของแต่ละคน

Abramović และ Ulay กลับมาเจอกันอีกครั้งที่นิวยอร์กก่อนนิทรรศการครั้งนี้จะเริ่มต้น พวกเขาใช้เวลาร่วมกัน ขับรถเที่ยวด้วยกัน (ตามประสาผู้หญิงส่วนมาก เธอลืมดึงเบรกมือลงและขับรถได้แย่มาก!) และทำอาหารรับประทานด้วยกัน Ulay ยังเป็นหนึ่งในผู้ชมจำนวนแรกๆ ของ Abramović ที่เข้าไปนั่งจ้องตากับเธอในพื้นที่สี่เหลี่ยมกลางแกลเลอรี่ที่เธอเรียกว่า ‘Square of Light’ หากบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนังก็คงจะได้ โดยเฉพาะในแง่มุมชีวิตส่วนตัวของ Abramović ที่เราได้เห็นเธอในรูปแบบที่ ‘ธรรมดา’ มากที่สุด และเป็น ‘ผู้หญิงปกติ’ มากที่สุด

แต่แล้วจุดที่พีคที่สุดในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับ Ulay ก็คงจะเป็นตอนที่เธอนั่งอยู่ใน Square of Light เงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นอดีตคู่ชีวิตนั่งอยู่ตรงหน้า Abramović ยิ้มราวกับหญิงสาวแรกรุ่น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ค่อยๆ เลื่อนตัว ยื่นมือไปยัง Ulay และทั้งคู่ก็จับมือกัน นับเป็นหยดน้ำตาเดียวของ Abramović ตลอด 3 เดือนที่ MoMA และสัมผัสทางร่างกายครั้งเดียวที่เธอมีต่อผู้ชม
หลังจากนั้น หนังเดินเรื่องต่อไปโดยยกเอาคำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า การนั่งนิ่งไม่ทำอะไรของ Abramović รวมไปถึงการเปลือยกายยืนนิ่งเป็นหุ่นของศิลปินคนอื่นๆ ในแกลเลอรี่ ‘เป็นศิลปะตรงไหน?’ แต่ก็เช่นเคยที่ไม่มีการตอบคำถามโดยตรง (มันคงตอบกันภายในประโยคสองประโยคไม่ได้อยู่แล้ว) แต่หนังได้เล่าเรื่องถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 เดือนนั้นใน MoMA แทน

ตามความคิดส่วนตัวแล้ว เนื้อหาที่เหลือของหนังถัดจากนี้ออกจะยาวและขาดรสชาติ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะฉากที่ Abramović ประจันหน้ากับ Ulay ใน Square of Light นั้นดึงอารมณ์ของผู้ชมขึ้นไปเกือบจะสูงสุดแล้ว ดังนั้นเรื่องราวที่ตามมาก็ควรจะหิ้วเอาอารมณ์ที่ขึ้นไปชิดเพดานอยู่แล้วให้ขึ้นสูงต่อไปได้อีกสักระยะก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนลงมา แต่ในความเป็นจริง หนังเหลือเส้นเรื่องอยู่เพียงเส้นเดียว นั่นคือ ตัวนิทรรศการ retrospective ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่งการนั่งจ้องหน้ากับ Abramović ก็ไม่เพียงพอที่จะพาหนังส่วนที่เหลือให้เดินต่อไปได้อย่างน่าติดตามเท่ากับครึ่งเรื่องแรก เพราะผู้ชมส่วนมากต่างรู้ดีอยู่แล้วว่า Abramović นั่งแช่อยู่ 3 เดือน จนจบไปด้วยดี และก็มีผู้ชมส่วนหนึ่งร้องไห้ มีเคสแปลกๆ เข้ามานั่ง มีเซเล็ปมาร่วมงาน อะไรต่างๆ นานา

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่าเหตุที่ Akers ตัดสินใจให้เวลากับส่วนนี้ของหนังมากหน่อยเป็นเพราะเขาต้องการถ่ายทอดดวงตาและใบหน้าของ Abramović ที่มองมายังผู้ชมแต่ละคนผ่านภาพที่ฉายซ้ำไปซ้ำมา ให้เห็นถึงอารมณ์ของผู้ชมในเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่บางคนยิ้ม บางคนกังขา บางคนร้องไห้ รวมทั้งต้องการให้ผู้ชมหนังของเขาที่ไม่ได้ไปอยู่ใน Square of Light สามารถรับรู้และเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ‘พื้นที่ตรงนั้น’ ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาพทั้งหมดยังถูกเสริมด้วยความเห็นจากศิลปิน “บางคนมาเพราะโกรธ บางคนมาเพราะสงสัย หรือไม่ก็อยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ หรือบางคนก็พร้อมที่จะเปิดใจให้เห็นบาดแผลข้างในของเขา” รวมทั้งคำบอกของผู้ชมส่วนหนึ่ง ทั้งที่มานั่งแล้วร้องไห้ ตั้งใจมาเปลื้องผ้านั่งเปลือย (แต่ถูกรปภ. หิ้วออกไปก่อน) เซเล็ปคู่ซี้ (James Franco) ที่เปรียบเทียบการ perform ของเธอกับ acting และชายหนวดงามที่มานั่งกับ Abramović ทั้งหมด 21 ครั้ง (ส่วนมากเขาจะร้องไห้) จนถึงกับสักเลข 21 ไว้ที่แขน

แต่ในจำนวนคำบอกเล่าทั้งหมด ไม่มีใครพูดถึงเรื่องว่าเป็นศิลปะหรือไม่อย่างไรอีกเลย…
เช่นเดียวกับผู้ที่ได้ชมหนังสารคดีเรื่องนี้มาตลอด 106 นาที ที่ต่อให้เป็น Carrie Bradshaw ก็คงไม่คิดถามคำถามนี้อีกต่อไป

ธันยพร หงษ์ทอง

ที่มา