5 วิธีที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น (ตอน 1)

advertisements

==นักวิจัยฮาร์วาร์ดพบ 5 วิธีน่าสนใจที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น (ตอน 1)==
ที่มา: time.com โดย Eric Barker 15 ต.ค. 2557
แปล สรุปความ และวิเคราะห์โดย ดร.ณัชร สยามวาลา


เราทุกคนล้วนอยากจะประสบความสำเร็จ แต่วิธีที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นฟังดูเป็นงานหนักมากใช่ไหมคะ


ชอว์น เอเคอร์ นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ เจ้าของผลงาน The Happiness Advantage ผู้เคยทำงานวิจัยเรื่องความสุขที่ฮาร์วาร์ดเป็นเวลาหลายปีพบว่า มีวิธีง่าย ๆ อยู่หลายวิธีที่คุณสามารถทำได้เพื่อให้ตัวคุณมีความสุขขึ้น และการมีความสุขขึ้นนั้นก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วยค่ะ

มาดูวิธีแรกเลยนะคะ

1. พลิกวิธีคิดให้เป็น “ความสุขต่างหากที่นำไปสู่ความสำเร็จ!”

เราทุกคนต่างวิ่งหาความสำเร็จและหวังว่ามันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น เช่น เรามักคิดว่า “ฉันจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ขึ้นเงินเดือน หรือลดน้ำหนักได้สัก 8 กก.”

แต่งานวิจัยพิสูจน์ออกมาว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปน่ะสิคะ เมื่อคุณทำได้ตามเป้าหมายคุณจะมีความสุขขึ้นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แล้วคุณก็จะเริ่มมองหาความสุขที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ ต่อไป

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า “นัตถิ ตัณหา สมา นที แม่น้ำจะเสมอด้วยตัณหาไม่มี” ค่ะ ซึ่งหมายความว่า แม่น้ำยังมีวันเต็มให้เห็นได้ แต่ตัณหานั้นมีความพร่องอยู่เป็นนิจ เติมอย่างไรก็ไม่มีวันเต็ม

กลับมาที่งานวิจัยของเอเคอร์ต่อค่ะ เขาพบว่า ถ้าเราคิดแบบกลับตาลปัตร คือ มุ่งเพิ่มความสุขขึ้นมาแทน ในที่สุดแล้วคุณก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้นค่ะ

งานวิจัยพบว่า ถ้าเราให้คนเพิ่มระดับการมองโลกในแง่ดี, พัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมให้ลึกซึ้งขึ้น หรือยกระดับความสุขให้มากขึ้น ระดับความสำเร็จที่วัดได้ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงธุรกิจหรือการศึกษาจะสูงขึ้นอย่างมากค่ะ

อเคอร์กล่าวว่า คุณอาจจะเพียรเพิ่มระดับความสำเร็จของคุณขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ตลอดชีวิตแต่คุณอาจจะไม่ได้มีความสุขมากขึ้นเลยสักนิด

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเน้นไปที่การเพิ่มระดับความสุขและการมองโลกในแง่ดี ความสำเร็จของคุณก็จะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกลับกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย มองแบบกลางๆ หรือว่ากลุ่มที่เครียดอยู่ค่ะ

บริษัทประกันชีวิต MET Life ในอเมริกาเห็นผลวิจัยนี้เลยนำไปทดลองบ้างค่ะ ทางบริษัทเริ่มจ้างคนโดยใช้ระดับ “ความมองโลกในแง่ดี” เป็นเกณฑ์ ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะทำคะแนนสอบข้อเขียนได้แย่ก็ตาม!

ผลที่ได้คือ กลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดีสามารถขายประกันได้มากกว่ากลุ่มคนที่มองโลกในแง่ร้ายกว่าเขาถึง 19% ในปีแรก และขายได้มากกว่าถึง 57% ในปีที่สอง

เป็นไปได้อย่างไร? เอเคอร์อธิบายว่า ระดับสติปัญญาและทักษะเฉพาะทางต่าง ๆ สามารถทำนายความสำเร็จของคนคนนั้นได้เพียง 25% เท่านั้นค่ะ

โดยอีก 75% ที่เหลือนั้นสามารถทำนายได้โดย

1) การมองโลกในแง่ดี ซึ่งหมายถึง ความเชื่อว่าพฤติกรรมของคุณมีอิทธิพลต่อผลที่จะออกมาในสถานการณ์ที่ยากและท้าทาย (ซึ่งฟังดูเหมือนความเชื่อในเรื่องเหตุ-ปัจจัยในพระพุทธศาสนานะคะ ที่ว่า กรรมปัจจุบันของเรามีผลต่อสิ่งที่จะตามมาในอนาคต)

2) ความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งหมายถึง คุณมีเครือข่ายที่กว้างขวางและกลุ่มคนสนิทที่ลึกซึ้งมากพอไหม (ซึ่งถ้ามองจากทางพระพุทธศาสนาแล้วน่าจะหมายความว่า คุณบริหารจัดการความสัมพันธ์ใน “ทิศทั้ง 6” ของคุณได้ดีขนาดไหน) และ

3) ทัศนคติที่คุณมีต่อความเครียด (ข้อนี้ในทางพระพุทธศาสนาน่าจะเปรียบได้ว่า คุณมีมุมมองต่อความทุกข์อย่างไร คุณมีสติที่จะเข้าไปแยกแยะจนสามารถ “เห็นทุกข์” จนเข้าใจและหาทางออกได้ แทนที่จะตกเป็นทาสของอารมณ์และ “เป็นทุกข์” ไปกับมันได้หรือไม่)

และปัจจัยข้อสุดท้าย คือ ทัศนคติ นี้เอง ที่เอเคอร์จะอธิบายเพิ่มในวิธีต่อไปที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณทำ คอยติดตามตอนต่อไปนะคะ 

ที่มา: www.facebook.com/DrNashSiamwallaPhD