ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 2020

สร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศอย่างไร?

โครงการรถไฟความเร็วสูง_web

รายละเอียดโครงการต่างๆในแต่ละยุทธศาสตร์ที่ทางกระทรวงคมนาคม เตรียมไว้ซึ่งมีดังนี้ครับ

– รถไฟความเร็วสูง 783,553 ล้านบาท คิดเป็น 39.2%
– รถไฟฟ้า 456,662 ล้านบาท คิดเป็น 22.8%
– ถนนทางหลวง 241,080 ล้านบาท คิดเป็น 12.1%
– ถนนทางหลวงชนบท 34,309 ล้านบาท คิดเป็น 1.7%
– สถานีขนส่งสินค้า 14,093 ล้านบาท คิดเป็น 0.7%
– ท่าเรือ 29,581 ล้านบาท คิดเป็น 1.5%
– ด่านศุลกากร 12,545 ล้านบาท คิดเป็น 0.6%
– ปรับปรุงระบบรถไฟ (เพิ่มเครื่องกั้น ซ่อมบำรุงรางที่เสียหาย) 23,236 ล้านบาท คิดเป็น 1.2%
– รถไฟทางคู่ และทางคู่เส้นทางใหม่ 383,891 ล้านบาท คิดเป็น 19.2%
– ค่าสำรองเผื่อฉุกเฉิน (ความผันผวนราคาวัสดุ การติดตามและประเมินผล) 21,050 ล้านบาท คิดเป็น 1.0%

จะเห็นได้ว่า โครงการใน พ.ร.บ.สร้างอนาคตประเทศนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า มอเตอร์เวย์ บูรณะถนนสายหลัก ถนนเชื่อมประตูการค้า ท่าเรือ สะพานข้ามทางรถไฟ โดยกระจายอยู่ในทุกๆด้าน และ อยู่ในทั่วทุกภูมิภาค ตามความจำเป็นและยุทธศาสตร์ของประเทศ

โครงการเหล่านี้ ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) หัวข้อ 5.3.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ในการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ การปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมขนส่งในเมือง และ เป็นไปตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ทั้งในส่วนของ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้าในกทมและปริมณฑล โครงการท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการเสนอโครงการต่างๆใน พ.ร.บ.นี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่ได้แถลงเป็นพันธสัญญากับรัฐสภา อย่างครบถ้วน

สำหรับสิ่งที่จะได้จากโครงการนี้ ที่ทางรัฐบาลคาดหวังไว้คือ

1. ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลงจากปัจจุบัน (ที่ 15.2%) ไม่น้อยกว่า 2%
2. สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ลดลงจาก 59% เหลือ 40%
3. ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่มขึ้นจาก 39 กม./ชม. เป็น 60 กม./ชม. และขบวนรถโดยสาร เพิ่มขึ้นจาก 60 กม./ชม. เป็น 100 กม./ชม.
4. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง เพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 5%
5. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำ เพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 18%
6. ความสูญเสียจากน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท/ปี
7. สัดส่วนการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 30%
8. ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเข้า-ออก ณ ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5%
9. ปริมาณผู้โดยสารรถไฟ เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน/เที่ยว/ปี เป็น 75 ล้านคน/เที่ยว/ปี
10. ลดระยะเวลาการเดินทางจาก กทม. ไปยังเมืองภูมิภาค ด้วยรถไฟความเร็วสูงภายในรัศมี 300 กม. รอบกรุงเทพมหานคร ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาที จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
18 ก.ย. 2556
(ทีมงานเผยแพร่อีกครั้ง 11 มี.ค. 2557: ดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่นี่ : http://goo.gl/Eg7XtO )
ที่มา: facebook.com/chadchartofficial

เส้นทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Economic Corridors)

เส้นทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Economic Corridors)

1. เส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ (North-South Economic Corridor – NSEC) ประกอบด้วยเส้นทาง 3 เส้นหลักได้แก่
1.1 แนวระเบียงย่อยด้านตะวันตก (Western Subcorridor) หรือ R3 เป็นเส้นทางจากคุนหมิง – ผ่านลาวหรือพม่า– เชียงราย – กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 1,800 กิโลเมตรแยกเป็น Continue Reading →

ยุทธศาสตร์ SMEs ไทยสู่อาเซียน

เปิดยุทธศาสตร์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำ SMES ไทยบุกอาเซียน

Posted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC   30 พฤษภาคม 2556

ผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว ที่ประเทศไทยประกาศใช้นโยบายค่าแรง 300 บาท ซึ่งจากการสำรวจSMEsไทยจำนวน 3 ล้านราย ยังเผชิญปัญหาสารพัดด้านไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องการส่งออกหดตัวที่มีผลจากตลาดหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤตจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนและสนับสนุนอุตสาหกรรมและSMEsไทย ได้

ประกาศยุทธศาสตร์หลักส่งเสริมผู้ประกอบการแบบครบวงจรให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตและทุกปัจจัยลบผ่านบันได 4 ขั้น ได้แก่
1. สนับสนุนปัจจัยต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งแหล่งข้อมูล แหล่งเงินทุน การให้บริการทดสอบสินค้าแก่ผู้ประกอบการ
2. การพัฒนาผู้ประกอบการSMEs ทั้งรายเดิมและรายใหม่ โดยการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่
3. การพัฒนาประสิทธิภาพองค์กร ทั้งพัฒนาโรงงาน ธุรกิจ บริษัทให้แข็งแกร่งมากขึ้น พัฒนากระบวนการผลิต และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และใช้นวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแข่งขันในตลาดโลก
4. ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันในตลาดโลก เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อรองรับการเปิดประชาคม6เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และเชื่อมโยงธุรกิจในกลุ่มอาเซียนรวมทั้งพาผู้ประกอบการไปศึกษาดูงานและจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนในต่างประเทศ

โสภณ ผลประสิทธิ์อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า แผนงานในปีงบประมาณ2557 มี 3 โครงการใหญ่ที่เตรียมเร่งผลักดัน 3 โครงการ ได้แก่ กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ในระยะ(เฟส) 2 ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและศูนย์กลางธุรกิจแฟชั่นในอาเซียน ภายใต้งบประมาณ 160 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่กลับมาทำอีกครั้งตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อผลักดันโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น ให้ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ ได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร (ไทยแลนด์ ฟู๊ด วัลเลย์) เพื่อเพิ่มมูลคําสินค้าให้มากที่สุดและยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปให้แข่งขันได้ในอาเซียน และทำโครงการห่วงโซ่สีเขียวอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยงบประมาณสนับสนุน 2 โครงการอยู่ที่ 50 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าSMEsไทยที่มีจำนวน 3 ล้านราย จะสามารถแข่งขันและอยู่รอดในตลาดได้ต่อไป รวมทั้งสามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน เมื่อมีการเปิดAECปี 2558 ขณะที่SMEs 8 กลุ่ม ที่กรมให้การสนับสนุนและถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมดาวเด่น ได้แก่

1. กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูป มุ่งให้ SMEs รวมกลุ่ม ร่วมทุนขยายธุรกิจและฐานการผลิตใน AEC ทั้งนโยบายและแหล่งเงินทุน ให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลก ทั้งโครงการฟู๊ด วัลเลย์ ของประเทศเนเธอร์แลนด์หรือฟู๊ด ซิตี้ ของประเทศเกาหลีใต้
2. กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับสนับสนุนการนำเทคโนโลยีการออกแบบ การผลิต และสร้างเรื่องราวของอัญมณีในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
3. กลุ่มอุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือนให้สร้างเครือข่ายการผลิต และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับงานนอกภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
4.กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มุ่งสร้างเครือข่ายการผลิตและโลจิสติกส์
5. กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคและวิศวกรรม
6. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน สนับสนุนให้ลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
7. กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังสร้างฐานข้อมูลผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมสร้างนวัตกรรม
และป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบ
8. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสร้างมาตรฐานอาหารไทยให้สำเเร็จและให้การรับรองคุณภาพในตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ 8 กลุ่ม เป็นกลุ่มผู้ประกอบการและSMEsไทยที่มีความสำคัญ สร้างรายได้และทำให้เกิดการจ้างงาน จากแผนพัฒนาดังกล่าว กสอ.จะสามารถพัฒนาผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 7,000 รายทั่วประเทศ ท าให้SMEsสามารถปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้แข่งขันได้ในอนาคต SMEsไทยร่วม 3 ล้านราย จะผ่านพ้นทุกปัจจัยลบและแข่งขันในตลาดAECได้หรือไม่อีก 2 ปีเมื่อเปิดAECจะได้รู้พร้อมกัน

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ www.thai-aec.com/796#ixzz2UrB3sXio